การจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

ว่าด้วยการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและถิ่นกำเนิด

เมื่อวันอังคาร ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐ น.

ณ ห้องกรรมาธิการ  ๒๑๙ อาคารรัฐสภา ๒ ชั้น ๒

 

โดยมี      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา บุรณศิริ) เป็นประธาน
            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข)
            ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายยุคล ลิ้มแหลมทอง)
            ปลัดกระทรวงฯ ทั้ง ๓ กระทรวง  รองปลัดกระทรวง อธิบดี และรองอธิบดีฯ ที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มเป้าหมาย
   คณะอนุกรรมการอนุรักษ์สมุนไพรและถิ่นกำเนิด ผู้บริหาร ผู้มีเกียรติ นักวิชาการ สื่อมวลชน จำนวน ๑๒๐ คน

วัตถุประสงค์
     หน่วยงานทั้งสามตกลงกันในด้านบุคลากร สถานที่ วิชาการ ข้อมูล และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสนับสนุน การดำเนินการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร และ ถิ่นกำเนิด รวมทั้งทรัพยากรความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ผลที่ได้รับ

        ๓ กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการและร่วมมือกันในการลงนามบันทึกข้อตกลงและแถลงข่าวความร่วมมือว่าด้วยการอนุรักษ์ คุ้มครองป่าสมุนไพร ป้องกันภาวะวิกฤตวัตถุดิบสมุนไพรขาดตลาด พร้อมเตรียมแผน งบประมาณ และมาตรการอนุรักษ์ คุ้มครองสมุนไพร ปีละไม่น้อยกว่า ๕๐ ชนิด

        ๑. กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานผู้ใช้สมุนไพร มีบทบาท ภารกิจ และเจตนารมณ์  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ทั้งในสถานบริการสาธารณสุขและในชุมชน
        พืชสมุนไพร มีการนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก จนทำให้สถานการณ์สมุนไพรหลายชนิด อยู่ในภาวะวิกฤติหรือใกล้สูญพันธุ์ ทั้งจากสาเหตุความต้องการสมุนไพรที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  การใช้ในครัวเรือน เพื่อการดำรงชีพ การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีความต้องการใช้พื้นที่ในการประกอบเกษตรกรรมมากขึ้น รวมทั้งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของพืชสมุนไพร ภายใต้ระบบนิเวศเฉพาะที่มีความหลากหลายของพันธุกรรม  

        ๒. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ที่เป็นถิ่นกำเนิดของสมุนไพร ซึ่งมีกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการปกป้อง คุ้มครองการบุกรุกทำลายพื้นที่อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว สำหรับความร่วมมือกันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเสริมสร้างการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

        ๓. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานวิชาการและพัฒนามาตรฐานการผลิตและปรับปรุงสายพันธุ์พืชชนิดต่าง รวมทั้งกำหนดมาตรฐานการปลูกพืชให้ได้ตามเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนและรองรับการนำไปใช้ทั้งด้านการวิจัย พัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ เพื่อการค้า การดำรงชีพของประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ

      ๔. สาระสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานทั้งสามตกลงกันในด้านบุคลากร สถานที่ วิชาการ ข้อมูล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งสนับสนุนการดำเนินการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและถิ่นกำเนิด รวมทั้งทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

      ๕. การดำเนินการขั้นตอนต่อไป หน่วยงานทั้งสาม จะร่วมกันกำหนดรายละเอียดเฉพาะเรื่องภายใต้ขอบเขตข้อตกลงนี้ ซึ่งต้องสอดคล้องกับกฎ ระเบียบและ/หรือข้อบังคับตามกฎหมายของแต่ละฝ่าย

      ๖. กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการดำเนินงานดังกล่าวเชิงบูรณาการมาระยะหนึ่ง โดยมอบหมายให้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ไปดำเนินการตามบทบาท ภารกิจ และเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครอง อนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรป่าให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการนำมาใช้ทดแทนยา แผนปัจจุบัน เกิดความมั่นคงทางยาในประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้
         ๖.๑ กระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นชอบและอนุมัติ แผนการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรและถิ่นกำเนิด พ.ศ.๒๕๕๕-๒๕๕๙ โดยบูรณาการกับส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายภาคเอกชน และประชาชน 
         ๖.๒ นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าจากการสำรวจพื้นที่ป่าเขตอนุรักษ์ในประเทศไทย พบว่า มีพืชสมุนไพรขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ แผนการอนุรักษ์ฯ ดังกล่าว   ตั้งเป้าอนุรักษ์ คุ้มครองสมุนไพรหายาก เช่น เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง เจตมูลเพลิงแดง เนระพูสี ฮ่อสะพายควาย กำลังเสือโคร่ง จันทน์ขาว จันทน์แดง สบู่เลือด สมอ (ทุกชนิด) พญารากดำ และแส้ม้าทะลาย ฯลฯ รวมทั้งสมุนไพรรายการอื่นของแต่ละพื้นที่ และสมุนไพรที่ใช้บ่อยและกำลังอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวาวเครือขาว จันทน์ขาว จันทน์แดง ฯลฯ ให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า ๕๐ ชนิด ใช้งบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขตลอดแผนฯ ตลอดแผนฯ ดังกล่าว ประมาณ ๗๖ ล้านบาท      
         ๖.๓ นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ มีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ๒๐ แห่ง ได้แก่

๑. เขตอนุรักษ์ภูผากูด จ.มุกดาหาร

๒. ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จ.เชียงใหม่
๓. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จ.ลพบุรี
๔. เขตอุทยานแห่งชาติ ภูจอง-นายอย จ.อุบลราชธานี
๕. ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา           
๖. เขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยาน สมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
๗. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร
๘. อุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.นครพนม
๙. อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก
๑๐. อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จ.สตูล          
๑๑. อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว
๑๒. อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม จ.อุดรธานี
๑๓. ป่าริมพรมและป่าภูกระแต เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ
๑๔. ป่ากุดตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี
๑๓. ป่าชุมชนตำบลแม่ทราย จ.แพร่
๑๖. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน จ.มหาสารคาม
๑๗. อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย  จ.เลย
๑๘. อุทยานแห่งชาติ ดอยขุนตาล จ.ลำปาง
๑๙.อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย
๒๐. อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.อำนาจเจริญ 

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายขยายพื้นที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่ทั้งในและพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ เพิ่มอีก ๙ แห่งได้แก่

๑. ป่าคำหัวแฮด อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี
๒. ป่าหนองแปน อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ  
๓. ป่าดงเค็ง บ้านหนองพลาง หมู่ที่ ๓ ต.ดงเค็ง อ.บ้านหนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
๔. ป่าวัดเขาพนมกาว หมู่ที่ ๙ บ้านเขาพนมกาว ต.หนองพยอม ต.งิ้วราย ต.หนองปล้อง อ.ตะพานหิน และ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร
๕. ป่าวัฒนธรรมหนองฮี  อ.เชียงยืน  จ.มหาสารคาม
๖.ป่าชุมชนหนองสำแฮด บ้านม่วงไข่ บ้านเชียงเครือ บ้านคำสร้างบ่อ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
๗. ป่าศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร
๘. ป่าชุมชนบ้านท่าสามัคคี หมู่ที่ ๑๑ ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง
๙. ป่าวัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน  อยู่ระหว่าง สำรวจและศึกษาสมุนไพรในพื้นที่ เพื่อรวบรวม และวิเคราะห์ เป็นข้อมูลพิจารณากำหนดรูปแบบการอนุรักษ์ คุ้มครองและส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเหมาะสมต่อไป

           สำหรับในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๙ จะได้ดำเนินการตามมาตรการ/กิจกรรม/แนวทางให้สอดคล้องตามแผนการอนุรักษ์ฯ ๒๕๕๕-๒๕๕๙ ดังกล่าว ร่วมกับการรณรงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบเก็บหาสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ และบูรณาการร่วมมือกับ ๒ กระทรวงฯ ดังกล่าวข้างต้นต่อไป