สมุนไพรน่ารู้

ชื่อวิทยาศาสตร์      Asparagus racemosus Willd.
ชื่อวงศ์                     Asparagaceae
ชื่ออื่น                     จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (หนองคาย) ผักหนาม (นครราชสีมา)  สามร้อยราก (กาญจนบุรี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นมีสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาวประมาณ 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม รากใต้ดิน ออกเป็นกระจุกคล้ายกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามาก ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว
ใบ เป็นใบเดี่ยว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆคล้ายหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกระจุกประมาณ 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้างประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกระจุกใบ ก้านใบยาวประมาณ 13-20 เซนติเมตร
ดอก  ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อยมีสีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม มีประมาณ 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนแฉกรูปช้อน ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกบางและย่น เกสรเพศผู้ เชื่อมและอยู่ตรงข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมีประมาณ 6 อัน ก้านชูอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร อยู่เหนือวงกลีบ มีประมาณ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลประมาณ 2 เมล็ด หรือมากกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก
ผล   เป็นผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบเป็นมัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 มิลลิเมตร ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เมล็ดมีสีดำ มีประมาณ 2-6 เมล็ด
การกระจายพันธุ์  ออกดอกช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พบตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน พบมากที่จังหวัดหนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี

          ถิ่นกำเนิด          ทวีปอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในทวีปแอฟริกา ประเทศจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย
  • ส่วนที่ใช้ : ราก, ทั้งต้น
  • สรรพคุณ :
    ราก
    รสเฝื่อนเย็น ใช้แก้กระษัย แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงเด็กในครรภ์ บำรุงตับปอด แก้ตับปอดพิการ บำรุงกำลัง
    ทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม แก้ตกเลือด และโรคคอพอก ผสมกับเหง้าขิงป่า และต้นจันทน์แดง ผสมเหล้าโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน
    ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม แก้ตกเลือด และโรคคอพอก
  • ตำรับยาแผนไทย (ศิลาจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม)
    ยาสุวรรณเกษรา
    โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐก้านพร้าว เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนเยาวพาณี   เทียนสัตตบุษย์ ดอกสัตตบุษย์ ดอกลินจง ดอกจงกลนี ดอกสัตตบรรณ ดอกนิลุบล กฤษณา กระลำพัก ชะลูด ขอนดอก จันทน์ทั้งสอง แก่นสน สักขี เทพทาโร สมุลแว้ง อบเชย รากสามสิบ เอาเสมอภาคต้ม ๓ เอา ๑  ให้กินแก้ สรรพไข้ในครรภรักษาหาย

องค์ประกอบทางเคมี
สารสําคัญที่พบมากในรากของต้นรากสามสิบคือ steroidal saponins ที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ พืชสร้างสารกลุ่มนี้มาเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นไขเกลือ เพื่อปกป้องผิวของพืชจากสภาพแวดล้อมภายนอก สารกลุ่มนี้สามารถละลายน้ำแล้วเกิดฟองได้ทั้งนี้ยังพบในผลของต้นสามสิบด้วย
steroidal saponins จะทําหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนเพศจึงเรียกสารกลุ่มนี้ อีกอย่างได้ว่า phytoestrogenซึ่งทําหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จึงน่าจะมีบทบาทใน  การรักษา อาการที่เกิดขึ้นในช่วงวัยหมดระดู รวมถึงการปกป้องการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคกระดูกพรุน
สารหลักเป็นกลุ่ม steroidal saponin ซึ่งพบมากในส่วนราก จํานวน 10 สาร ในจํานวนนี้สารที่เป็นองค์ประกอบหลักของสารกลุ่มนี้ คือ shatavarin I และ shatavarin  IV และพบว่า สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ทางชีวภาพมากมาย ซึ่งเชื่อว่าการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของรากต้นสามสิบเป็นผลมาจากสารกลุ่มนี้
นอกจากนี้ ยังพบสาร steroidal saponin ในส่วนของผล เช่นกัน คือ racemoside A ,racemosied B และ racemoside C
Estrogenic activity
ป้อนสารสกัดน้ำ ขนาด 50 mg และ 250mg/kg น้ำหนักตัว หรือสารสกัดเมทานอลขนาด 50 mg และ 250mg/kg น้ำหนักตัว หรือฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจน 2 mg/kg ให้หนูแรทเพศเมียที่ถูกตัดรังไข่ ติดต่อกัน 40 วัน พบว่า
- อัตราการสลายกระดูกของสัตว์ทดลองลดลง เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
- เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ alkaline phosphatase ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์กระดูก
- เพิ่มปริมาณแคลเซียมในเลือด และลดการสูญเสียแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
รากสามสิบออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในหนูแรทที่มีอาการวัยทองได้
ความเป็นพิษ
การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูแรท โดยป้อนส่วนราก ขนาด 2 g/kg น้ำหนักตัว  ไม่พบความเป็นพิษ
อย่างไรก็ตามมีรายงานความเป็นพิษจากการกินน้ำต้มรากสามสิบร่วมกับการใช้ผงราก สวนเข้าทางช่องคลอดเพื่อหวังผลให้แท้งบุตร ทำให้เกิดพิษจนถึงแก่ชีวิตได้ และยังไม่พบการศึกษาความเป็นพิษเมื่อรับประทานเป็นระยะเวลานาน จึงไม่ควรรับประทานติดต่อกันและไม่ควรใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ

ที่มาของข้อมูล
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์
- ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี